เครื่องคำนวณดัชนีมวลกาย (BMI)

มาตรฐาน

kg
cm
cm

เกณฑ์เอเชีย: ไม่ควรเกิน 90 ซม.

เกณฑ์ดัชนีมวลกาย (BMI) สำหรับคนเอเชีย

ค่า BMIสถานะระดับความเสี่ยง
< 18.5น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์เสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร
18.5 - 22.9น้ำหนักปกติความเสี่ยงต่ำ
23.0 - 24.9น้ำหนักเกินความเสี่ยงปานกลาง
25.0 - 29.9อ้วนระดับ 1ความเสี่ยงสูง
≥ 30.0อ้วนระดับ 2ความเสี่ยงสูงมาก

Ad Space

เปรียบเทียบเกณฑ์ BMI: มาตรฐานเอเชีย vs มาตรฐานสากล (WHO)

สถานะเกณฑ์เอเชียเกณฑ์สากล (WHO)
น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์< 18.5< 18.5
น้ำหนักปกติ18.5 - 22.918.5 - 24.9
น้ำหนักเกิน23.0 - 24.925.0 - 29.9
อ้วนระดับ 125.0 - 29.930.0 - 34.9
อ้วนระดับ 2≥ 30.0≥ 35.0
* เกณฑ์สำหรับคนเอเชียมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์สากล เนื่องจากงานวิจัยพบว่าคนเอเชียมีความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิกที่ค่า BMI ต่ำกว่าคนตะวันตก

BMI คืออะไร?

ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) เป็นค่าตัวเลขที่ใช้ประเมินความสมส่วนของร่างกาย โดยคำนวณจากความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูง BMI ถูกคิดค้นโดย Adolphe Quetelet นักคณิตศาสตร์ชาวเบลเยียม ในช่วงปี ค.ศ. 1830-1850 และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในวงการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อคัดกรองปัญหาน้ำหนักตัวในระดับประชากร

ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก (WHO) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกใช้ BMI เป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการประเมินว่าน้ำหนักตัวของบุคคลอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ แม้ BMI จะไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมินเบื้องต้น

วิธีคำนวณ BMI

สูตรคำนวณ BMI คือการนำน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง

BMI = น้ำหนัก (กก.) ÷ ส่วนสูง (ม.)²

ตัวอย่าง: น้ำหนัก 65 กก. ส่วนสูง 170 ซม. (1.70 ม.)

BMI = 65 ÷ (1.70 × 1.70) = 65 ÷ 2.89 = 22.5

ค่า BMI 22.5 → อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ตามมาตรฐานเอเชีย)

ทำไมเกณฑ์ BMI คนเอเชียถึงต่างจากมาตรฐานสากล?

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าคนเอเชียมีสัดส่วนไขมันในร่างกายสูงกว่าคนตะวันตกที่ค่า BMI เท่ากัน ทำให้คนเอเชียมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองที่ค่า BMI ต่ำกว่า ดังนั้น WHO จึงออกเกณฑ์เฉพาะสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยกำหนดให้ BMI 23 ขึ้นไปถือว่าน้ำหนักเกิน (แทนที่จะเป็น 25 ตามเกณฑ์สากล)

ความเสี่ยงสุขภาพจากน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

การมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด ได้แก่:

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 — ไขมันส่วนเกินทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน
โรคหัวใจและหลอดเลือด — ไขมันสะสมในหลอดเลือด ทำให้ตีบตัน
ความดันโลหิตสูง — หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) — เสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) — ไขมันรอบคอกดทับทางเดินหายใจ
โรคข้อเสื่อม — น้ำหนักตัวที่มากกดทับข้อต่อ โดยเฉพาะข้อเข่า
มะเร็งบางชนิด — เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ
โรคไขมันพอกตับ — ไขมันสะสมในตับทำให้ตับอักเสบ

ความเสี่ยงสุขภาพจากน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

การมีน้ำหนักน้อยเกินไปก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพเช่นกัน:

ภาวะขาดสารอาหาร — ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุไม่เพียงพอ
โรคกระดูกพรุน — กระดูกเปราะบาง เสี่ยงต่อการแตกหัก
ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ — เจ็บป่วยและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
โรคโลหิตจาง — ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงได้น้อย
ผมร่วงและผิวแห้ง — ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น
ปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ — ประจำเดือนผิดปกติ ภาวะมีบุตรยาก

Ad Space

ข้อจำกัดของ BMI ที่ควรรู้

แม้ BMI จะเป็นเครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ก็มีข้อจำกัดหลายประการ:

ไม่แยกแยะมวลกล้ามเนื้อกับไขมัน — นักกีฬาหรือคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอาจมี BMI สูงเพราะมวลกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ไขมัน
ไม่เหมาะกับเด็กและวัยรุ่น — เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีต้องใช้เกณฑ์เปอร์เซ็นไทล์ที่คำนึงถึงอายุและเพศ
ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ — ผู้สูงอายุมักสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำให้ BMI อาจดูปกติแต่มีไขมันมาก
ไม่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ — น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องปกติระหว่างตั้งครรภ์
ไม่บอกตำแหน่งของไขมัน — ไขมันที่สะสมบริเวณหน้าท้อง (Visceral fat) อันตรายกว่าไขมันที่สะสมบริเวณอื่น
ไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ — คนแต่ละเชื้อชาติมีองค์ประกอบร่างกายต่างกัน (จึงมีเกณฑ์เอเชียแยกออกมา)

คำแนะนำดูแลสุขภาพตามค่า BMI

BMI ต่ำกว่า 18.5 — น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

  • เพิ่มปริมาณแคลอรี 300-500 กิโลแคลอรีต่อวัน
  • เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ อกไก่ ปลา ถั่ว นม
  • กินอาหาร 5-6 มื้อเล็กๆ แทนการกินมื้อใหญ่ 3 มื้อ
  • ออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น ยกน้ำหนัก
  • ปรึกษาแพทย์หากน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นแม้กินอาหารเพียงพอ

BMI 18.5 - 22.9 — น้ำหนักปกติ

  • รักษาน้ำหนักให้คงที่ด้วยอาหารสมดุล
  • กินผักผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • นอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน
  • ตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ

BMI 23.0 - 24.9 — น้ำหนักเกิน

  • ลดปริมาณแคลอรี 200-300 กิโลแคลอรีต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ของทอด น้ำหวาน
  • ออกกำลังกาย 30-40 นาที อย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์
  • ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
  • จดบันทึกอาหารเพื่อควบคุมปริมาณที่กิน

BMI 25.0 - 29.9 — อ้วนระดับ 1

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม
  • ตั้งเป้าลดน้ำหนัก 0.5-1 กก. ต่อสัปดาห์
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิก 40-60 นาทีต่อวัน
  • เพิ่มการออกกำลังกายแบบ Resistance Training
  • ตรวจระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันเลือดเป็นประจำ

BMI ≥ 30.0 — อ้วนระดับ 2

  • ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพและวางแผนการรักษา
  • อาจต้องใช้ยาช่วยลดน้ำหนักร่วมกับการปรับพฤติกรรม
  • เริ่มจากการออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • พิจารณาปรึกษานักโภชนาการเพื่อวางแผนอาหาร

BMI สำหรับเด็กและวัยรุ่น

สำหรับเด็กและวัยรุ่นอายุ 2-20 ปี การคำนวณ BMI ใช้สูตรเดียวกับผู้ใหญ่ แต่การแปลผลต่างกัน เนื่องจากเด็กมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามอายุและเพศ จึงต้องใช้เกณฑ์เปอร์เซ็นไทล์ (Percentile) เปรียบเทียบกับเด็กเพศเดียวกันและอายุเดียวกัน

  • ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 → น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
  • เปอร์เซ็นไทล์ที่ 5-85 → น้ำหนักปกติ
  • เปอร์เซ็นไทล์ที่ 85-95 → น้ำหนักเกิน
  • สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 → โรคอ้วน

เครื่องคำนวณนี้ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่อายุ 20 ปีขึ้นไป หากต้องการคำนวณ BMI สำหรับเด็ก กรุณาปรึกษากุมารแพทย์

Ad Space

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ BMI

BMI คำนวณจากสูตร: น้ำหนัก (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร)² ตัวอย่างเช่น น้ำหนัก 65 กก. สูง 170 ซม. จะได้ BMI = 65 ÷ (1.70 × 1.70) = 22.5

ตามเกณฑ์สำหรับคนเอเชีย BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไปจัดเป็นโรคอ้วนระดับ 1 และ BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปจัดเป็นโรคอ้วนระดับ 2 ส่วนเกณฑ์สากล (WHO) ใช้ BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป

สำหรับคนเอเชีย ค่า BMI ปกติอยู่ระหว่าง 18.5 - 22.9 ส่วนเกณฑ์สากลอยู่ระหว่าง 18.5 - 24.9 ค่าที่ต่ำกว่า 18.5 ถือว่าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

เกณฑ์ค่า BMI ที่ใช้สำหรับผู้หญิงและผู้ชายเหมือนกัน แต่โดยทั่วไปผู้หญิงมีสัดส่วนไขมันสูงกว่าผู้ชาย ดังนั้น BMI ค่าเดียวกัน ผู้หญิงอาจมีไขมันในร่างกายมากกว่า

งานวิจัยพบว่าคนเอเชียมีสัดส่วนไขมันในร่างกายสูงกว่าคนตะวันตกที่ค่า BMI เท่ากัน และมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจที่ BMI ต่ำกว่า องค์การอนามัยโลกจึงกำหนดเกณฑ์เฉพาะสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

BMI ไม่สามารถแยกแยะระหว่างมวลกล้ามเนื้อกับไขมัน ไม่เหมาะกับนักกีฬา เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังไม่บอกตำแหน่งของไขมันในร่างกาย ซึ่งไขมันหน้าท้องมีอันตรายมากกว่าบริเวณอื่น

ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวม ปรับพฤติกรรมการกินโดยลดอาหารแปรรูปและน้ำตาล เพิ่มผักผลไม้ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตั้งเป้าลดน้ำหนัก 0.5-1 กก. ต่อสัปดาห์

ควรวัดรอบเอวร่วมด้วย ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 ซม. ผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 ซม. (เกณฑ์เอเชีย) นอกจากนี้ การตรวจสัดส่วนไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage) ก็ให้ข้อมูลที่แม่นยำกว่า BMI

แหล่งอ้างอิง

  1. WHO Expert Consultation. Appropriate body-mass index for Asian populations and its implications for policy and intervention strategies. The Lancet, 2004.
  2. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. เกณฑ์ดัชนีมวลกายสำหรับคนไทย.
  3. WHO. Body mass index - BMI. World Health Organization, 2024.
  4. Nuttall FQ. Body Mass Index: Obesity, BMI, and Health. Nutr Today, 2015.
  5. WHO Western Pacific Region. The Asia-Pacific perspective: Redefining obesity and its treatment. Health Communications Australia, 2000.
  6. Pan WH, Yeh WT. How to define obesity? Evidence-based multiple action points for public awareness, screening, and treatment. Int J Obes, 2008.

ข้อมูลในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากคุณมีข้อกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัวหรือสุขภาพ กรุณาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

© 2026 ReSuMeYaDev. สงวนลิขสิทธิ์.